พระพุทธรูปใหญ่สมัยทวารวดี

พระพุทธรูปใหญ่สมัยทวารวดี กราบหลวงพ่อใหญ่ เที่ยวชมใบเสมาโบราณ พระพุทธรูปใหญ่สมัยทวารวดี ประดิษฐานอยู่ที่วัดคอนสวรรค์ บ้านคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ เป็นพระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครกาหลงมาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ และมีความขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปหินแกะ สลักปางประทับยืน ศิลปทวาราวดีสร้างด้วยศิลาแลง เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดชัยภูมิมากองค์หนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อใหญ่” เดิมพบอยู่บนเนินดินชาวบ้านจึงเรียกเนินนั้นว่า “เนินหลวงพ่อใหญ่” สันนิษฐานว่าคงจะสร้างในสมัยขอมเรืองอำนาจในภูมิภาคแถบนี้ ต่อมาในปี พ.ศ.2468 ขุนบัญชาคดี ซึ่งเป็นนายอำเภอคอนสวรรค์ ในขณะนั้น ได้ร่วมมือกับชาวบ้านทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อใหญ่ไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านคอนสวรรค์ ตำบลคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์จนถึงปัจจุบัน มีประชาชนไปกราบนมัสการเป็นประจำ

ประวัติ หลวงพ่อใหญ่ วัดคอนสวรรค์

พระพุทธรูปใหญ่สมัยทวารวดี เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดีเป็นโบราณวัตถุสมัยวัฒนธรรมทวารวดี สร้างขึ้นตามคติทางพุทธศาสนา มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ตั้งอยู่ที่ตำบลคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ชาวท้องถิ่นเรียกพระพุทธรูปใหญ่สมัยทวารวดีว่า “หลวงพ่อใหญ่” เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปยืนที่มีความสูงถึง 2.70 เมตร สร้างด้วยศิลา พุทธลักษณะเป็นปางสรงน้ำพระเศียรมีลักษณะทรงกรวย พรักตร์รูปไข่ยาวมีกรอบพระพักตร์พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรหลุบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์หนา พระกรรณยาว พระหัตถ์ขวาแสดงปรางแสดงธรรม พระหัตถ์ซ้ายแนบพระองค์ ครองสังฆาฏิห่มคลุม แหล่งเดิมที่พบโบราณวัตถุชิ้นนี้เคยเป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่ มีกำแพงและคูเมืองสองชั้น ชาวท้องถิ่นเรียกว่าเนินธาตุ ต่อมาจึงมีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปองค์นี้ นำมาไว้ที่วัดบ้านคอนสวรรค์

ใบเสมาวัดคอนสวรรค์

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจในวัดคือใบเสมาที่สร้างจากหินทราย เสมาหินทรายที่นั่นมีมากมายจนกระทั่งชาวบ้านเรียกกันว่า “ป่าเสมา” เสมาหินทรายที่บางอันก็แกะสลักเอาไว้ บางอันก็ลบเลือนไปแล้ว เป็นเรื่องราวของพุทธประวัติ ไม่มีใครทราบอายุที่แท้จริงของเสมาเหล่านี้ ที่มีกระจัดกระจายทั่วไปในเขตอำเภอคอนสวรรค์ว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ. เท่าไร มีอายุเท่าไร เดิมทีนั่นเสมาเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ที่วัดคอนสวรรค์ แต่อยู่ที่โนนกู่ ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามห่างจากวัดคอนสวรรค์ไปประมาณ ๑ กิโลเมตร ที่ดินตรงนั้นเป็นเนินกว้างใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่า สมัยก่อนคงจะเป็นเมืองโบราณอย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านได้อาศัยเป็นป่าช้าเผาศพหรือฝังศพเอาไว้เพื่อเผากันตามประเพณีในภายหลัง เสมาเหล่านี้ได้ทิ้งร้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ ต่อมามีคนเห็นว่าเป็นของเก่า จึงพากันมาลักลอบขุดเสมาเหล่านี้ที่ฝังดินอยู่เอาลงเรือล่องไปตามลำคลองส่งน้ำ เพื่อไปขึ้นยังถนนใหญ่เพื่อขึ้นรถอีกที่หนึ่ง ที่เอาไปได้ก็มีแต่บางอันก็แสดงอิทธิฤทธิ์เล่นเอานักล่าเสมาเหล่านั้น ต้องทิ้งเสมาเผ่นกันป่าราบเป็นแถว บางรายขนเอาลงเรือไปได้หน่อยเดียวเรือก็ล่ม จมลงไปทั้งคนทั้งเสมาทั้งๆ ที่น้ำลึกเพียงแค่หน้าอกเท่านั้น มองไปดูปรากฏว่าถูกเสมาทับจมน้ำตาย อยู่ใต้น้ำนั้นเอง

เสมาหลายอันและโครงกระดูกของมนุษย์ใจหยาบเหล่านั้น จึงปรากฏอยู่ตามก้นคลองนั้นเอง บางรายเอาขึ้นรถขับไปตามถนน ก็เกิดไปชนกับรถคันอื่นเข้า บางคันบาดเจ็บและตายอย่างน่าทุเรศ เจ้าหน้าที่ด่านตรวจที่อำเภอจัตุรัสไปพบว่ารถคันที่ชนกันนั้น มีใบเสมาหินอยู่อันหนึ่ง จึงได้ยึดเอามาไว้ที่สถานีตำรวจ แต่ก็ต้องเอาย้ายในอีกสองวันต่อมา เพราะทั้งสถานีตำรวจไม่ได้หลับได้นอนกันทั้งคืน มีแต่คดีความเข้ามาจนทำงานไม่ไหว พอยกเอาไปคืนที่ก็กลับกลายเป็นปกติเหมือนเก่า พระครูพิศาลชัยวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดคอนสวรรค์ไปพบกับเสมานี้เข้าที่โนนกู่ จึงคิดจะเอาเสมาเหล่านี้มาเก็บเอาไว้ที่วัดคอนสวรรค์ จึงได้บอกบุญชาวบ้านเพื่อขอแรงไปขุดเสมากัน ก็ได้แรงจากชาวบ้านช่วยกันขุดเอาเสมาเหล่านั้นมาขึ้นรถบรรทุกรถเสร็จรถก็แล่นไม่ได้เพราะสตาร์ทอย่างไรรถก็ไม่ยอมติด จึงตกลงเปลี่ยนคันใหม่ เจ้ารถคันใหม่ก็ไม่ยอมติดอีกแต่คันเก่ากลับติด คราวนี้แบ่งเสมาใส่รถทั้งสองคันๆ ละเท่าๆ กันเพื่อลองของ ปรากฏว่าสตาร์ทไม่ติดทั้งสองคัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ พระครูพิศาลชัยวัฒน์และชาวบ้านต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เสมาเหล่านี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่แสดงอภินิหารมาให้เห็นอย่างนี้ จึงพากันจุดธูปเทียนเพื่อเป็นการบวงสรวงขอขมา บอกกล่าวว่าจะเอาเสมาไปจัดทำให้มันดีกว่าที่อยู่ที่นี่ ไม่ใช่เอาไปทำลาย เอาไปเก็บรักษาไว้เพื่อให้มั่นคง สืบต่อไปยังลูกหลานได้ศึกษาและสักการบูชากัน เสร็จแล้วก็สั่งให้ลองสตาร์ทเครื่องรถทั้งสองคันใหม่ เป็นที่น่าพิศวงงงงวยของคนทั้งหลาย ที่ไปชุมนุมกันอยู่ที่นั่น เพราะคราวนี้เครื่องติดขึ้นมาอย่างง่ายดาย จึงได้ช่วยกันลำเลียงเอาเสมาเหล่านั้นมายังวัดคอนสวรรค์ ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นก็ได้นำเอาไปไว้ยังที่โนนกู่ อันเป็นเมืองร้างนั้น จึงยังเหลือเสมาอยู่อีกเพียงไม่กี่อัน ที่เหลือเอาไว้ก็เพื่อต้องการให้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของใบเสมามาก่อนนั้นเอง


สันนิษฐานกันว่า สถานที่ตั้งของเสมานี้ เป็นเมืองเก่าเมืองหนึ่งคือเมืองกาหลง สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ประมาณปี พ.ศ.2883 เจ้าเมืองนั้นชื่อพระยาขุนหาญ อพยพผู้คนมาจากจังหวัดนครราชสีมากับพระยาขอมผู้พี่ พระยาขอมได้สร้างเมืองราชสีมาขึ้นในยุคนั้น เมืองที่สร้างนั้นอยู่ทางทิศใต้ของลำตะคลอง ซึ่งยังปรากฏหลักฐานให้เห็นอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ จากซากโบราณสถานที่ปรักหักพัง ส่วนพระยาขุนหาญนั้นก็แบ่งไพร่พลและชาวบ้านขึ้นเหนือมาทางจังหวัดชัยภูมิ ได้เข้ามาพบภูมิประเทศและความอุดมสมบูรณ์ของเมืองคอนสวรรค์เดี๋ยวนี้เข้าก็พอใจ จึงได้หยุดยั้งสร้างเมืองขึ้นและให้ชื่อว่า เมืองกาหลง เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยนั้น ดังจะเห็นได้จากฝีมือช่างในการแกะสลักหินทรายเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติ ต่อมานครกาหลงก็ถึงกาลเสื่อมสลายลงไป เมื่อถึงยุคที่ขอมเสื่อมอำนาจ และถูกทิ้งร้างให้ร่วงโรยตั้งแต่นั้นมา ประวัติศาสตร์ของเมืองจึงถูกทิ้งให้จมดินอยู่นับพันปี โดยไม่มีใครเหลียวแล เมืองกาหลงจึงเป็นเมืองที่เอาไว้แต่ชื่อเท่านั้น

ครั้งหนึ่งในอดีตกาล ณ ที่แห่งนี้ได้เคยมีเมืองๆ หนึ่งตั้งอยู่ การย้ายเสามาจากโนนกู่เมืองกาหลงเก่ากระทำกันเรื่อยมาจนกระทั่งมาเสร็จเรียบร้อยเอาในปี พ.ศ.2470 ในครั้งนั้นได้นำเอาพระพุทธรูปหินทราย 4 องค์ จากโนนพระนอนมาไว้ที่วัดคอนสวรรค์ด้วย โดยปล่อยทิ้งเอาไว้ที่โคนต้นโพธิ์ให้ตากแดดตากฝนอยู่อย่างนั้น พระพุทธรูปองค์นี้ภายหลังได้ชื่อว่า หลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อใหญ่นั้นเป็นพระพุทธรูปปางสรงน้ำ ในธรรมบทนั้นหมายถึงเมื่อวันที่พระพุทธองค์เสด็จมายังเมืองไพสาลี ที่กำลังแห้งแล้ง

ด้วยบารมีของพระพุทธองค์เมื่อเสด็จขึ้นเหนือฝั่งนทีฝนก็ตกลงมา พระปางนั้นเป็นปางที่ 22 ที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมบท ขณะที่นำเอามาตากแดดทิ้งอยู่ โดยไม่มีใครเหลียวแลนั้น ก็เกิดฝนแล้งไปทั่วย่านนั้น แม้ว่าจะเป็นหน้าฝนๆ ก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกันไปหมดและก็หาสาเหตุไม่ได้ว่ามาจากอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งหลวงพ่อใหญ่ก็เข้าฝันชาวบ้านแถวนั้นชื่อนายเชียง ว่าที่ฝนแล้งอย่างนี้ก็เพราะเอาท่านมาตากแดดไว้อย่างนี้จึงเกิดโทษ ถ้าอยากให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ก็ให้ย้ายท่านเข้าไปเสียยังที่ซึ่งเหมาะสม อย่าให้ตากแดดตากฝนอยู่อย่างนี้ จึงได้นำความมาปรึกษากับท่านเจ้าอาวาสและชาวบ้านต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะสร้างวิหารขึ้นมาสักหลังหนึ่งแล้วอัญเชิญหลวงพ่อใหญ่เข้ามาประดิษฐานเอาไว้ เพราะเชื่อว่าหลวงพ่อใหญ่นั้นศักดิ์สิทธิ์แน่ ก่อนอื่นก็สร้างศาลาหลังเล็กๆ เอาไว้ชั่วคราวก่อนแล้วอัญเชิญหลวงพ่อใหญ่เข้ามาในศาลหลังนั้น ซึ่งประมาณเดือนมีนาคม กำลังแล้งจัดทีเดียวปรากฏว่าพอยกหลวงพ่อใหญ่เข้าไปได้วันเดียวเท่านั้น วันรุ่งขึ้นฝนก็เทลงมาอย่างหนัก เป็นที่อัศจรรย์ใจของชาวเมืองคอนสวรรค์ที่รู้เห็นเรื่องนี้ มีพระภิกษุเล่าให้ฟังว่า มีชาวบ้านสองคนเป็นเพื่อนรักกันมาก ได้มาสาบานกันต่อหน้าหลวงพ่อใหญ่ว่าจะทำการค้าร่วมกัน ถ้าใครหักหลังทรยศก็ขอให้ฟ้าผ่าคนนั้นตาย ต่อมากิจการของคนทั้งสองก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น คนหนึ่งก็เกิดโลภ ฮุบเอากิจการไว้คนเดียว ไม่ยอมให้เพื่อนรวยด้วย จากนั้นอีกไม่กี่วัน เพื่อนคนนั้นก็มาถูกฟ้าผ่าตายที่คอนสวรรค์นั้นเอง ดังที่สาบานเอาไว้กับหลวงพ่อใหญ่ ดังนั้นจึงมีข้อห้ามกันว่า ถ้าไม่แน่ใจตัวเองละก็อย่าไปสาบานกับหลวงพ่อใหญ่เด็ดขาด เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมีมาก อาจเฮี้ยนให้เป็นไปตามคำสาบานก็ได้

เสมานั้นเมื่อเอาตั้งไว้ที่คอนสวรรค์แล้วก็มีพระภิกษุองค์หนึ่งเกิดมือบอน เอาสีไปป้ายไประบายเลอะเทอะไปหมด ขณะที่เจ้าอาวาสวัดไม่อยู่ ท่านไปธุระเสียในเมือง เมื่อกลับมาก็ปรากฏว่าเสมาถูกระบายสีหมดแล้ว ท่านโกรธมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากว่ากล่าวไปอย่างเดียว แต่พระหาศิลป์ที่ไม่เคยเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์องค์นั้นก็ถูกลงโทษไปเอง คือมือบวมใหญ่รักษาไม่หาย สติสตังก็เลยพาลไม่สมประกอบไปด้วย ต้องลาสิกขาไปในที่สุด สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเราไม่สามารถที่จะพิสูจน์หรือมองเห็นได้ แต่ก็มีตัวตนที่จะให้ทั้งคุณและโทษ จึงอยากจะเตือนกันเอาไว้สักหน่อย พวกมือบอนทั้งหลายระวังมือจะบวมเข้าสักวัน นี่ขนาดเบาๆ นะ บางแห่งเล่นถึงตายก็มี

ต้นโพธิ์ใหญ่

ในวัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่ง คือต้นโพธิ์ใหญ่ จากคำบอกเล่าของเจ้าอาวาสและชาวบ้านที่นั่นได้ความว่า เป็นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ วันหนึ่งที่วัดมีงานประจำปี มีผู้คนมาเที่ยวงานมากมาย ได้เกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้น พวกหนึ่งนั้นกลับไปเอาปืนที่บ้านมาไล่ชนหนึ่งไปจนมุมที่โคนต้นโพธิ์ แล้วลั่นกระสุนใส่หมายจะฆ่าให้ตาย แต่ปรากฏเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าปืนสามกระบอกไม่สามารถจะลั่นกระสุนออกมาได้ ลั้มแชะลั้มแชะ ชายคนนั้นก็เลยรอดตาย ต้นโพธิ์ต้นนั้นภายหลังได้นำปืนมาลองยิงดู ก็ปรากฏว่าไม่ลั่น จึงนับถือกันว่าเป็นโพธิ์อาถรรพ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดไปอีกอย่างหนึ่ง

ปัจจุบันนี้ต้นโพธิ์ต้นนี้ก็เป็นที่นับถือของชาวบ้านทั่วไป ใครจับไข้ได้ป่วยก็มาบนบานศาลกล่าว เพื่อให้หายจากโรคนั้นๆ เมื่อเอาไว้หายแล้วก็เอาสายสิญจน์มาวนรอบต้นโพธิ์ เรียกกันว่า ค้ำโพธิ์ เพื่อเป็นการแก้บน นั่นเป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดของโบราณสถานอีกแห่งหนึ่ง อยากชมเสมาโบราณที่รวมกันมากๆ อย่างนี้ก็เชิญเลยครับ ไปที่วัดคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชัยภูมิ
ตรงข้ามสนามฟุตบอลเทศบาลเมืองชัยภูมิ ถนนองค์การบริหารฯ สาย 2 อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 36000
เว็บไซต์ : http://chaiyaphum.mots.go.th
e-mail : chaiyaphum@mots.go.th
โทรศัพท์.0-4481-1218 มือถือ 089 – 6171345 โทรสาร.0-4481-6316

ประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ 0 4482 2502
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ 0-4481-1376
ททท. สำนักงานนครราชสีมา(ดูเลเขตพื้นที่จ.ชัยภูมิด้วย) โทรศัพท์ 0-4421-3030, 0-4421-3666 ทุกวันในเวลาราชการ

การเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว

วัดคอนสวรรค์ ตั้งอยู่ที่ตำบลคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ จากตัวอำเภอขับรถไปทางทิศตะวันออก 5 กม. (ทางแยกสถานีส่งน้ำบ้านหนองป่าบึก)

ความเห็น

ความเห็น